การประเมินความเสี่ยงเป็นงานสำคัญของธุรกิจประกันภัย ซึ่งต้องอาศัยการคาดการณ์ที่แม่นยำเพื่อกำหนดระดับความเสี่ยง ทั้งนี้มีปัจจัยหลายอย่างที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และ “สถานที่ตั้ง” (Location) เป็นหนึ่งในตัวบ่งชี้ความเสี่ยงที่สำคัญ เช่น ภูมิภาคหรือพื้นที่บางแห่งมีแนวโน้มที่จะเกิดแผ่นดินไหว พายุ น้ำท่วมและเกิดความเสียหายมากกว่า และปัจจัยทางสังคม เช่น แนวโน้มการก่ออาชญากรรม หรืออุบัติเหตุ มักจะกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เฉพาะเช่นกัน ดังนั้นข้อมูลเชิงพื้นที่จึงเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับธุรกิจประกันภัย เพื่อการกำหนดพื้นที่เสี่ยงอย่างถูกต้องแม่นยำ
การใช้ระบบ GIS (Geographic Information System) และข้อมูลเชิงพื้นที่ (Location Data) จึงช่วยให้ธุรกิจประกันภัยมีความพร้อมรับมือความท้าทายทางธุรกิจ ทั้งการพัฒนาระบบการประเมินความเสี่ยงสำหรับพื้นที่เสี่ยงภัยและประเมินความเสียหายหลังเกิดภัยพิบัติเพื่อชดเชยค่าสินไหม และยังสามารถใช้การวิเคราะห์ข้อมูลทาง GIS เพื่อการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในการบริหารจัดการตลาดและลูกค้า ควบคุมต้นทุนที่เหมาะสม รักษาฐานลูกค้าเดิม เพิ่มโอกาสการหาตลาดใหม่ ตลอดจนบริหารงานบริการหลังการขาย

‘ระบบ GIS ช่วยวิเคราะห์และจัดการอะไรบ้างในธุรกิจประกันภัย
ทำไมทรัพย์สินที่อยู่ในจังหวัดเดียวกันแต่ลูกค้าอาจต้องจ่ายเบี้ยประกันต่างกัน ?
ทำไมการจัดการประเมินความเสี่ยงและการเคลมถึงใช้เวลานาน ?
การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ หรือ GIS จะเปลี่ยนสถานการณ์ที่ใช้เวลาเหล่านี้ให้รวดเร็วขึ้น เพราะระบบ GIS ช่วยให้ธุรกิจประกันภัยมีข้อมูลเชิงลึกที่เกี่ยวกับตำแหน่งที่ตั้ง ทำให้ไม่เพียงแต่เข้าใจความเสี่ยงได้แม่นยำยิ่งขึ้น แต่ยังสามารถดำเนินงาน เช่น พิจารณาอนุมัติกรมธรรม์เร็วขึ้น และจัดการการเคลมประกันเร็วขึ้นด้วย
นอกจากนี้ การใช้ GIS ข้อมูลธุรกิจและข้อมูลเชิงพื้นที่ประกอบกันทำให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลหลายมิติร่วมกัน เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจด้วยบริบททางพื้นที่เพื่อการบริหารธุรกิจประกันภัยตลอดกระบวนการทำงาน ตั้งแต่การจัดการด้านการตลาด การขาย และการบริการ ทำให้มองเห็นภาพรวมของข้อมูล ความสัมพันธ์ แนวโน้ม และผลกระทบที่เกิดขึ้นระหว่างผู้คน สถานที่ สภาพแวดล้อม และการเดินทางได้อย่างชัดเจน จึงเหมาะสำหรับการบริหารและวางแผนกลยุทธ์ การประเมินความเสี่ยงทรัพย์สิน และการตรวจสอบติดตามพื้นที่เสียหายเพื่อพิจารณาค่าสินไหมทดแทน ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ เช่น
- การวางกลยุทธ์ธุรกิจ การตลาด และการขาย
- วิเคราะห์ทำเลเพื่อค้นหาลูกค้าเป้าหมาย เช่น พื้นที่เขตเมือง โครงการหมู่บ้านจัดสรรที่กำลังจะก่อสร้าง ฯลฯ
- ประเมินศักยภาพและหาตลาดใหม่ ด้วยข้อมูลประชากรศาสตร์ ความหนาแน่นประชากร สภาพแวดล้อม การเข้าถึงลูกค้า คู่แข่ง ฯลฯ
- ประเมินและเลือกที่ตั้งสาขาหรือศูนย์บริการ เลือกสถานที่ตั้งชัดเจน น่าเชื่อถือ และครอบคลุมพื้นที่ สามารถติดต่อได้ง่าย เพื่อความสะดวกในการเข้าถึงของลูกค้า
- จัดสรรพื้นที่การขาย/การบริการของสาขา แบ่งโซนหรือขอบเขตตามพื้นที่ เช่น พื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น พื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่การค้า
2. การรับประกันภัยและการประเมินความเสี่ยงของทรัพย์สิน
- ค้นหาตำแหน่งที่อยู่และทรัพย์สินของผู้สมัครขอประกันภัยด้วยข้อมูลแผนที่ที่แม่นยำ เชื่อถือได้
- พิจารณาและประเมินความเสี่ยงของที่อยู่หรือทรัพย์สินของผู้สมัครขอประกันภัยด้วยข้อมูลเชิงพื้นที่ เช่น ตรวจสอบว่าตำแหน่งทรัพย์สินนี้อยู่ในสภาพแวดล้อมอย่างไร และอาจเกิดความเสี่ยงด้านใดบ้าง แล้วนำมาประเมินร่วมกันในแบบจำลองความเสี่ยงและเกณฑ์การประเมินขององค์กร
- พิจารณาอนุมัติกรมธรรม์ประกันภัย เพื่อกำหนดเงื่อนไขความคุ้มครองและราคาเบี้ยประกันภัยที่เหมาะสมกับข้อมูลการประเมินความเสี่ยงของทรัพย์สิน
3. การบริหารบริการหลังการขาย และการจัดการกรณีจ่ายสินไหมทดแทน
- จัดสรรพื้นที่บริการหลังการขาย และจัดสรรทรัพยากรของแต่ละสาขาอย่างมีประสิทธิภาพ
- ตรวจสอบการแจ้งเคลม เช่น ข้อมูลที่อยู่ ทรัพย์สิน การเกิดเหตุในพื้นที่ เพื่อการตรวจข้อเท็จจริงเบื้องต้นเมื่อรับแจ้งเคลม เพิ่มความรวดเร็วในการจัดการจ่ายค่าสินไหมทดแทน
- วางแผนเส้นทางสำหรับการตรวจสอบทรัพย์สิน เช่น เมื่อต้องเดินทางตรวจสอบที่อยู่หรือทรัพย์สินของผู้เอาประกันภัย
- บริหารต้นทุนค่าเดินทาง ลดค่าน้ำมัน ด้วยข้อมูลการวิเคราะห์เส้นทาง (Route Optimization)

ข้อมูลเชิงพื้นที่สำหรับงานวิเคราะห์ธุรกิจประกันภัย
ตัวอย่างข้อมูลเชิงพื้นที่สำหรับระบบ GIS เพื่อการวิเคราะห์ในงานธุรกิจประกันภัย เช่น
- ตำแหน่งบ้านเลขที่ และข้อมูลแผนที่ประเทศไทย
- ข้อมูลพฤติกรรมและความหนาแน่นประชากรเชิงพื้นที่แบบ Dynamic
- โครงข่ายการคมนาคม ถนน ทางด่วน ซอย ทางรถไฟ ทางรถไฟฟ้า
- ตำแหน่งสถานที่สำคัญ เช่น หมู่บ้าน คอนโดมินิเนียม อาคาร ร้านค้า โรงพยาบาล สถานที่ราชการ ฯลฯ
- ข้อมูลภูมิประเทศ พื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว ดินถล่ม พายุ
- ชุดข้อมูลอื่นๆ เช่น ผังเมือง แนวเวรคืนที่ดิน โครงการก่อสร้างในอนาคต ฯลฯ
ประโยชน์ที่ธุรกิจประกันภัยจะได้รับจากการใช้ระบบ GIS และข้อมูลเชิงพื้นที่
- สนับสนุนการตัดสินใจด้วยข้อมูลเชิงพื้นที่ที่น่าเชื่อถือ สามารถกำหนดกลยุทธ์ธุรกิจอย่างเหมาะสม
- รวบรวบข้อมูลที่อยู่และตำแหน่งทรัพย์สินลูกค้าอย่างเป็นระบบ เพิ่มความถูกต้องของข้อมูล สามารถวิเคราะห์และติดตามได้ง่ายขึ้น
- เพิ่มประสิทธิภาพการประเมินความเสี่ยง การพิจารณารับประกันภัย การเสนอเงื่อนไขและข้อยกเว้นความคุ้มครอง และการกำหนดอัตราเบี้ยประกันอย่างสมเหตุสมผล
- ลดผลกระทบจากความเสียหายจากการบริหารความเสี่ยงด้านประกันภัย ที่สามารถระบุข้อมูลความเสี่ยงหรือภัยที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจนมากขึ้น
- มีความพร้อมในการตรวจสอบ เพิ่มความรวดเร็วในการตรวจสอบข้อมูลทรัพย์สินเพื่อพิจารณาการจ่ายค่าสินไหมทดแทน
- ต่อต้านการทุจริตหรือความผิดพลาดของข้อมูล มีความโปร่งใสในการจัดการข้อมูลที่อยู่ ตำแหน่งทรัพย์สิน และการประเมินความเสี่ยง
- กระบวนการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพและมีระบบ รวดเร็ว ช่วยรักษาผลกำไรแก่ธุรกิจ
ระบบ GIS ช่วยให้องค์กรมีข้อมูลสำหรับการตัดสินใจด้วยหลักฐานที่ผ่านการวิเคราะห์อย่างมีหลักการไม่ใช่การคาดเดา และไม่เพียงแค่ด้วยระบบ GIS เท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือ ข้อมูลเชิงพื้นที่ที่ถูกต้องและเชื่อถือได้สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อขับเคลื่อนการบริหารและการตัดสินใจแก่ธุรกิจด้วยพลังแห่งข้อมูล (Data-Driven Decision)
องค์กรและธุรกิจที่สนใจเทคโนโลยีระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) สามารถติดต่อเพื่อขอปรึกษาการออกแบบและพัฒนาโปรแกรมประยุกต์จีไอเอส (GIS Application) สำหรับธุรกิจของคุณ หรือ ขอข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 02-678-0707 E-mail: gis.contact@cdg.co.th


