สาธารณภัยและภัยพิบัติไม่ว่าจะเกิดจากธรรมชาติหรือการกระทำของมนุษย์ย่อมก่อให้เกิดความสูญเสียและความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน เศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ดังนั้นการเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการสาธารณภัยและภัยพิบัติ จึงจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่แม่นยำ การวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรวดเร็ว และการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ เพื่อการประเมินและรับมือสถานการณ์ได้ทันท่วงที ป้องกันและลดความเสี่ยงในความสูญเสียร้ายแรง ตลอดจนการฟื้นฟูคืนกลับได้ในระยะเวลาที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
“Disaster” “ภัยพิบัติ” “สาธารณภัย” คืออะไร?
Disaster ในบริบทของประเทศไทยได้ให้ความหมายเทียบเคียงด้วยคำภาษาไทยทั้งคำว่า “ภัยพิบัติ” และ “สาธารณภัย” โดยคำว่า “ภัยพิบัติ” ให้ความหมายเช่นเดียวกับคำอธิบายตามแนวทางสากล
ภัยพิบัติ หมายถึง การหยุดชะงักอย่างรุนแรงของการปฏิบัติหน้าที่ ของชุมชนหรือสังคมอันเป็นผลมาจากการเกิดภัยทางธรรมชาติหรือเกิดจากมนุษย์ ซึ่งส่งผลต่อชีวิต ทรัพย์สิน สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวางเกินกว่าความสามารถของชุมชนหรือสังคมที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวจะรับมือได้โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, 2557)
ส่วนคำว่า สาธารณภัย หมายถึง อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย ภัยแล้ง โรคระบาดในมนุษย์ โรคระบาดสัตว์ โรคระบาดสัตว์น้ำ การระบาดของศัตรูพืช ตลอดจนภัยอื่น ๆ อันมีผลกระทบต่อสาธารณชน ไม่ว่าเกิดจากธรรมชาติ มีผูู้ทำให้เกิดขึ้น อุบัติเหตุ หรือเหตุอื่นใด ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกายของประชาชน หรือความเสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชนหรือของรัฐ และให้หมายความรวมถึงภัยทางอากาศและการก่อวินาศกรรมด้วย
โดย “สาธารณภัย” อาจให้ความหมายที่กว้างกว่าและครอบคลุมสถานการณ์ภัยทุกประเภทที่มีทั้งความรุนแรงน้อย หรือรุนแรงมากจนเกินขีดความสามารถอย่าง “ภัยพิบัติ” เข้าไว้ด้วย
อ้างอิง: การลดความเสี่ยงจากสาธารณภัย. (2559). เข้าถึงได้จาก https://www.disaster.go.th/upload/download/file_attach/58a6b30b90d96.pdf (สืบค้นเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569)
ระบบ GIS สำหรับการจัดการสาธารณภัยและภัยพิบัติ คืออะไร?
การบริหารจัดการสาธารณภัยและภัยพิบัติจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเป็นศูนย์กลาง ช่วยให้องค์กรสามารถวิเคราะห์คาดการณ์ความเสี่ยงล่วงหน้า ตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว และวางแผนรับมือได้อย่างแม่นยำในทุกระยะ ซึ่งระบบ GIS คือเทคโนโลยีที่เป็นหัวใจของการจัดการสาธารณภัยและภัยพิบัติ ด้วยข้อมูลที่แม่นยำและเชื่อถือได้
การใช้เทคโนโลยีระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (Geograpic Information System – GIS) เป็นเทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ด้วยการผสานข้อมูลแผนที่ภูมิศาสตร์ ข้อมูลแผนที่เมืองและชุมชน ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมูลโดรน และความสามารถในการวิเคราะห์ด้วย GeoAI ช่วยให้ข้อมูลเชิงลึกสำหรับการตัดสินใจด้านการจัดการสาธารณภัยและภัยพิบัติ (Disaster Management) และการบริหารจัดการความเสี่ยง (Crisis Management) ให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น ลดความคลาดเคลื่อน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน และระบบ GIS ยังช่วยสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่หลังเหตุการณ์อย่างเป็นระบบและยั่งยืน ตั้งแต่การประเมินความเสียหาย ไปจนถึงการติดตามการฟื้นตัวของเมือง ชุมชน และทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว
เทคโนโลยี GIS ช่วยจัดการสาธารณภัยและภัยพิบัติได้อย่างไร?
องค์กรสามารถใช้เทคโนโลยี GIS ในการบริหารจัดการสาธารณภัยและภัยพิบัติ ตั้งแต่การคาดการณ์ วางแผน จัดการ และฟื้นฟูได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในภาวะที่ภัยธรรมชาติเกิดขึ้นรุนแรงและบ่อยครั้งขึ้นในทุกปี เช่น อุทกภัย ดินโคลนถล่ม ภัยแล้ง ฝุ่น PM2.5 ไฟป่าและหมอกควัน แผ่นดินไหว คลื่นสึนามิ ฯลฯ
ส่วนการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติจำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจในความเสี่ยงจากภัยพิบัติในทุกมิติ ทั้งความเปราะบาง ศักยภาพ ความล่อแหลม และลักษณะของภัยที่อาจเกิดขึ้น
“ข้อมูลคือกุญแจสำคัญในการตัดสินใจอย่างรวดเร็วและแม่นยำ” ซึ่งเทคโนโลยี GIS คือเทคโนโลยีที่รวมข้อมูลเชิงพื้นที่เข้ากับการวิเคราะห์เชิงลึก ช่วยให้เรามองเห็น “มิติของสถานการณ์” บนแผนที่จริง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลสภาพแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศ หรือพฤติกรรมภัยพิบัติ ทำให้การวางแผน การตอบสนอง และการฟื้นฟูมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
GIS จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยรับมือการจัดการสาธารณภัยและภัยพิบัติได้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ก่อนเกิดภัย ระหว่างเกิดภัย และหลังเกิดภัย ในทุกระยะ

- ก่อนเกิดภัย (Pre-Disaster)
GIS ช่วยให้องค์กรสามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงและเตรียมความพร้อมได้อย่างแม่นยำ เช่น
- ตรวจสอบข้อมูลเชิงพื้นที่และวิเคราะห์ความผิดปกติแบบเรียลไทม์จากข้อมูลดาวเทียมและเซ็นเซอร์
- คาดการณ์พื้นที่เสี่ยงภัยจากข้อมูลภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และข้อมูลเหตุการณ์ในอดีต เช่น จุดเกิดไฟป่า น้ำท่วม ซึ่งมักจะเกิดขึ้นซ้ำเป็นประจำตามฤดูกาล และชุมชมที่มีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ
- วางแผนป้องกันล่วงหน้า เสริมสร้างศักยภาพในการจัดการความเสี่ยงอย่างตรงประเด็น เช่น การสร้างแผนที่เสี่ยงภัย (Risk Map) สร้างแนวทางปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยง เตรียมความพร้อมของชุมชน
- เตรียมความพร้อมก่อนเกิดภัย และวางแผนระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning)
ผลลัพธ์คือ การลดความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ และการเตรียมความพร้อมของชุมชนและประชาชน
- ระหว่างเกิดภัย (During Disaster)
เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน GIS ช่วยให้หน่วยงานสามารถติดตามและตอบสนองสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว
- ติดตามสถานการณ์จากข้อมูลดาวเทียม โดรน และข้อมูลภาคสนาม
- คาดการณ์ทิศทางและแนวโน้มของสถานการณ์ร่วมกับข้อมูลอื่น ๆ เช่น ข้อมูลสภาพอากาศ (ลม อุณหภูมิ ความชื้น) ข้อมูลปริมาณน้ำฝน เส้นทางน้ำ
- จัดการการเผชิญเหตุฉุกเฉิน เช่น การเลือกพื้นที่ตั้งศูนย์บัญชาการที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภัยเพื่อความสะดวกในการจัดการ การวางแผนอพยพประชาชนและกำหนดพื้นที่ปลอดภัยสำหรับชุมชนโดยรอบ และการแจ้งเตือนสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
- บริหารจัดการทรัพยากรและทีมปฏิบัติการภาคสนาม
ข้อมูลทั้งหมดถูกแสดงบน แผนที่แบบเรียลไทม์ ช่วยให้ทุกหน่วยงานเห็นข้อมูลเดียวกันและทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- หลังเกิดภัย (Post-Disaster)
หลังสถานการณ์คลี่คลาย GIS ช่วยสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่และการวางแผนระยะยาว
- วิเคราะห์ความเสียหายของพื้นที่จากข้อมูลก่อนและหลังเกิดเหตุ
- ประเมินผลกระทบความเสียหายของแต่ละพื้นที่ต่อชุมชน โครงสร้างพื้นฐาน และทรัพยากรธรรมชาติ
- วางแผนการฟื้นฟูและการจัดการอย่างเหมาะสม ทั้งการฟื้นฟูเชิงโครงสร้างทางกายภาพ ทางจิตใจ และการจัดสรรงบประมาณการเงิน
- ติดตามความคืบหน้าของการฟื้นฟู และประเมินอย่างต่อเนื่อง
ประโยชน์ของเทคโนโลยี GIS ในการบริหารจัดการสาธารณภัยและภัยพิบัติ
การนำ GIS มาใช้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภัยพิบัติในหลายด้าน
- ประเมินพื้นที่เสี่ยง ใช้ข้อมูล GIS ในการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงภัย พื้นที่ประสบภัย พื้นที่ปลอดภัยได้อย่างแม่นยำ
- วางแผนเชิงพื้นที่ กำหนดแนวทางปฏิบัติ เตรียมความพร้อมเพื่อป้องกัน และลดปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง เพื่อลดโอกาสในการเกิดผลกระทบจากสาธารณภัยและภัยพิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
- ประสานงานและสื่อสารระหว่างหน่วยงาน ด้วยการบูรณาการข้อมูลจากหลายหน่วยงานเข้าด้วยกันบนแผนที่เดียวกัน เพื่อการตัดสินใจอย่างแม่นยำและการทำงานร่วมกันอย่างทันที
- ติดตามสถานการณ์ได้แบบเรียลไทม์ เช่น การใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมูลโดรน ข้อมูลภาคสนาม
- ประเมินความเสียหาย เปรียบเทียบข้อมูลภาพก่อนและหลังเกิดภัยในแต่ละพื้นที่
- จัดสรรทรัพยากร วางแผนการจัดการและการช่วยเหลือตามระดับผลกระทบของพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อดีของการใช้เทคโนโลยี GIS ในการจัดการสาธารณภัยและภัยพิบัติ คืออะไร?
- ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ จากข้อมูลที่เชื่อถือได้
- ลดผลกระทบและความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน ด้วยการวางแผนจัดการเชิงรุก
- บูรณาการข้อมูลจากหลายหน่วยงาน เพื่อการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
เทคโนโลยี GIS เป็นหัวใจสำคัญของโครงสร้างข้อมูลสารสนเทศพื้นฐานระดับประเทศ ช่วยตอบคำถาม ที่ไหน ทำไม อย่างไร ได้อย่างชัดเจน จึงให้ข้อมูลเชิงพื้นที่สำหรับการวางแผนการดำเนินการเชิงรุก เปลี่ยนการตั้งรับและรอแก้ไขปัญหามาสู่การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าเพื่อรับมือภัยที่อาจเกิดขึ้น
การลงทุนในเทคโนโลยี GIS เพื่อการเตรียมความพร้อมรับมือสาธารณภัยและภัยพิบัติ จึงไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการสร้างความมั่นคง ความปลอดภัย และความยั่งยืนของคุณภาพชีวิตของชุมชนและประเทศในระยะยาว
องค์กรและธุรกิจที่สนใจเทคโนโลยีระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) สามารถติดต่อเพื่อขอปรึกษาการออกแบบและพัฒนาโปรแกรมประยุกต์จีไอเอส (GIS Application) สำหรับธุรกิจของคุณ หรือ ขอข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 02-678-0707 E-mail: gis.contact@cdg.co.th
ทีมงานบริษัทจีไอเอสมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ให้บริการด้านต่าง ๆ อย่างครอบคลุม ดังนี้
- ให้คำปรึกษาและแนะนำการออกแบบระบบและโปรแกรมประยุกต์ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS Application) และข้อมูลภูมิสารสนเทศสำหรับองค์กร
- บริการข้อมูลแผนที่ดิจิทัล ภาพถ่ายดาวเทียม ภาพถ่ายทางอากาศ และการสำรวจข้อมูลภาคสนาม
- พัฒนาโปรแกรมประยุกต์ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS Application) รองรับธุรกิจที่หลากหลาย
- บริหารโครงการและติดตั้งโปรแกรมประยุกต์ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS Application) และระบบไอทีพื้นฐานพร้อมใช้งาน
- ดูแลบำรุงรักษาระบบ
- จัดฝึกอบรมการใช้งาน
อ่านเพิ่มเติม บริการระบบภูมิสารสนเทศแบบครบวงจร https://www.giscompany.co.th/gissystemintegration/
เกี่ยวกับบริษัท จีไอเอส จำกัด
GIS Company – ผู้นำด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์แบบครบวงจร พร้อมบริการที่ปรึกษามืออาชีพ
บริษัท จีไอเอส จำกัด ผู้นำด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์แบบครบวงจร (End-to-End GIS Solutions) บริการให้คำปรึกษาแบบมืออาชีพ ตั้งแต่การออกแบบและพัฒนา GIS Application และข้อมูลภูมิสารสนเทศ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมากกว่า 300 คน พร้อมบริการหลังการขายและการฝึกอบรมที่ครอบคลุม
ด้วยประสบการณ์มากกว่า 30 ปี บริษัทฯ ได้ให้บริการแก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ครอบคลุมโซลูชันด้าน GIS และเทคโนโลยีการสำรวจระดับโลกที่หลากหลาย ทั้งซอฟต์แวร์ GIS ซอฟต์แวร์ประมวลผลข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศ แผนที่ดิจิทัลความละเอียดสูง งานสำรวจภาคสนาม การบริการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมและภาพถ่ายทางอากาศ การบริหารโครงการระบบ GIS Application พร้อมการติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที ตลอดจนฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องแบบครบวงจร ข้อมูลเพิ่มเติมที่: www.giscompany.co.th


