เทรนด์เทคโนโลยี GIS ผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ สู่การใช้งานอย่างทรงพลัง ปี 2026

GIS สำคัญอย่างไรต่อการพัฒนาสังคมและประเทศ?

เทคโนโลยีระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ หรือ จีไอเอส (Geographic Information System) ไม่ใช่เพียงเครื่องมือสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลเท่านั้น แต่เป็นเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ จากพลังการรวบรวม การวิเคราะห์ และการแสดงผล ที่สามารถขับเคลื่อนข้อมูลเชิงพื้นที่ให้เป็นพลังสำคัญในการวางแผนและพัฒนาการทำงานขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อการตัดสินใจและการบริหารจัดการ เพื่อผลลัพธ์เชิงกลยุทธ์หรือนโยบาย และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และชีวิตประจำวัน

สิ่งสำคัญคือ ข้อมูลที่ประมวลผลด้วยระบบ GIS เป็นข้อมูลสารสนเทศที่สร้างมูลค่าและสนับสนุนการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล มีทิศทาง และแม่นยำ นำไปใช้งานได้จริงในหลากหลายด้าน สามารถยกระดับประสิทธิภาพขององค์กร สู่การขับเคลื่อนสังคมและประเทศอย่างยั่งยืน เทคโนโลยี GIS จึงเป็นทรัพยากรสำคัญที่องค์กรจำเป็นจะต้องมีในยุคแห่งสารสนเทศปี 2026

เทคโนโลยีอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับ GIS ในปี 2026?

เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI, Cloud Computing และ Digital Twin และความสามารถในการบูรณาการข้อมูลที่หลากหลายของเทคโนโลยี GIS ทั้งข้อมูลเชิงพื้นที่ ข้อมูลภาพดาวเทียม ข้อมูลการสำรวจจากโดรน ฯลฯ ทำให้การวิเคราะห์และแสดงผลก้าวหน้ายิ่งขึ้น เปลี่ยนข้อมูลทั่วไปให้เป็นข้อมูลที่มีมูลค่าเพิ่มแก่องค์กร สนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาเทคโนโลยีทาง GIS จึงก้าวสู่การพัฒนาใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง และด้วยการผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่  เช่น

1. GeoAI & Machine Learning: การผสานระหว่างการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ (GIS) กับ AI เรียกว่า GeoAI ช่วยพัฒนาการทำงานด้าน GIS ไปอีกขั้น ด้วยความสามารถในการวิเคราะห์และการคาดการณ์แนวโน้มอนาคตจากข้อมูลในอดีตอย่างแม่นยำและรวดเร็ว ทั้งยังโดดเด่นในด้านการจดจำภาพจากดาวเทียม โดรน และเครื่องบิน ผนวกกับความสามารถในการเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว จึงทำให้ GeoAI และ GIS สามารถคัดกรองทุกพิกเซลของพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วเพื่อค้นหาคำตอบได้อย่างแม่นยำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของข้อมูล การตัดสินใจ และการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน

การใช้งาน GIS ร่วมกับ GeoAI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทางธุรกิจขององค์กร และการทำงานซ้ำ ๆ ให้เป็นอัตโนมัติ รวดเร็ว และสะดวกขึ้น เช่น การบริหารสินทรัพย์ วางแผนห่วงโซ่อุปทาน และการดำเนินงานต่าง ๆ  สามารถคาดการณ์และวิเคราะห์ความเสี่ยงเพื่อหาแนวทางแก้ไข หรือแม้แต่การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อค้นหาข้อมูลเชิงลึกที่ทำให้เข้าใจความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นบนพื้นที่ เช่น ประชากร เศรษฐกิจ และภูมิศาสตร์ และพบโอกาสสำคัญในการวางแผนกลยุทธ์ การบริหารทรัพยากร และการประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ

2. Digital Twin: การสร้างแบบจำลองเสมือนจริงในรูปแบบ 3 มิติ ด้วยระบบ GIS เรียกว่า 3D Digital Twin ช่วยให้มองเห็นภาพจำลองทางพื้นที่ที่เข้าใจง่าย สามารถวิเคราะห์เชิงลึก และคาดการณ์อนาคตได้อย่างแม่นยำ ซึ่งแบบจำลองดิจิทัลที่ใช้ GIS นั้น เหนือกว่าแบบจำลอง 3 มิติทั่วไป เพราะสามารถสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเมื่อเวลาผ่านไป โดยแสดงสถานะในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต และยังสามารถสร้างข้อมูลเรียลไทม์จากเซ็นเซอร์

Digital Twin ช่วยจำลองภาพข้อมูลได้ครอบคลุมและเข้าใจได้ง่าย สามารถคาดการณ์ผลกระทบต่อผู้คน สถานที่ และสิ่งแวดล้อม ใช้ประโยชน์ในหลายด้าน เช่น โครงการก่อสร้างต่าง ๆ โครงสร้างสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา ขนส่งและคมนาคม ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และการจัดการธุรกิจ ปัจจุบันการใช้ GIS และ Digital Twin ยังเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เมืองทั้งเมืองถูกจำลองในรูปแบบเสมือนจริงตั้งแต่ระดับเมือง (City-scale) ไปจนถึงระดับอาคาร (Building-scale)

3. Cloud Computing & Real-time – เทคโนโลยีคลาวด์ช่วยให้ใช้ข้อมูล GIS บนคลาวด์ได้ทุกที่ ทุกเวลา และรับส่งข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ และยังสามารถเชื่อมต่อระบบและแพลตฟอร์มต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถบูรณาการข้อมูลจากหลากหลายแหล่ง เข้าถึงการใช้งานได้สะดวก และแชร์ข้อมูลร่วมกันเพื่อประโยชน์สูงสุด เพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน และลดภาระในการจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที

นอกจากนี้ ยังทำให้สามารถสร้าง GIS Application ที่ทันสมัยได้อย่างง่ายดาย โดยใช้ APIs และบริการต่าง ๆ ที่รองรับการทำงานบนคลาวด์ ทั้งบน Web app และ Mobile app  ซึ่งมีความยืดหยุ่นตามการใช้งานจริง ช่วยประหยัดต้นทุนด้านทรัพยากรและเทคโนโลยีได้

ระบบ GIS ทำอะไรได้บ้าง รู้ทิศทางใช้งาน GIS ปี 2026?

GIS เป็นเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ที่วางรากฐานการทำงานและเป็นเบื้องหลังความสำเร็จให้แก่องค์กร ตัวอย่างทิศทางในปี 2026 สำหรับการใช้งานระบบ GIS ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย  เช่น

  • Infrastructure Management – ใช้ออกแบบ บริหารจัดการโครงข่ายระบบ รวบรวมข้อมูลโครงข่าย เช่น ถนน ท่อประปา ไฟฟ้า   การสื่อสาร วางแผนการปฏิบัติงานในระดับ operation การจัดการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน การบริการลูกค้าเมื่อมีการแจ้งซ่อม
  • Disaster Management – วิเคราะห์และรับมือภัยพิบัติ จำลองสถานการณ์และติดตามเหตุการณ์แบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยวางแผนรับมือ ลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • Business Management – วิเคราะห์ทำเลที่ตั้งศักยภาพ วางแผนพื้นที่และเพิ่มประสิทธิภาพการขาย วิเคราะห์สภาพแวดล้อมพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมลูกค้า วางแผนกลยุทธ์และการดำเนินการต่าง ๆ ในธุรกิจ
  • Logistics & Supply Chain Management – ออกแบบโครงข่ายซัพพลายเชน วิเคราะห์ทำเลที่ตั้งเพื่อบริหารซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ วางแผนการกระจายของคลังสินค้า จัดพื้นที่การขนส่ง จัดเส้นทางขนส่งต้นทุนต่ำ และติดตามยานพาหนะแบบเรียลไทม์ เพื่อบริหารงานขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพและลดต้นทุนค่าขนส่ง
  • Asset Management: บริหารจัดการทรัพย์สิน เช่น ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ ติดตามสถานะ วางแผนบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดูแล
  • Smart City & Data Platform – GIS สามารถเป็นโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลเมืองอัจฉริยะ เช่น รวมข้อมูลจากทุกหน่วยงานมาไว้ในแผนที่เดียว ช่วยให้ผู้บริหารเห็นภาพรวมของเมืองแบบองค์รวม และวางแผนพัฒนาเมืองได้อย่างแม่นยำและยั่งยืน

GIS เป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ไม่ใช่แค่เครื่องมือการวิเคราะห์ข้อมูล แต่เป็นเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลสู่การสร้างอนาคตที่ดีขึ้นและเพื่อโลกที่มีความยั่งยืนมากขึ้น กาพัฒนาระบบบ GIS จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่มีความเข้าใจและประสบการณ์ที่เชื่อถือได้ เพื่อออกแบบระบบและให้คำปรึกษาการทำงานแก่องค์กร โดยทั้งเทคโนโลยี GIS และผู้เชี่ยวชาญด้าน GIS รวมไปถึงทุกคน ล้วนมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยสร้างโลกที่ยั่งยืนนี้ให้เกิดขึ้นได้  

Facebook
Email
LinkedIn
Print